ทวงหนี้จุกห้ามอายัดเงินเดือน
Jul 14,2017

 

 

     นายประชา ชัยสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้สถาบันการเงิน เปิดเผยถึงแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังธุรกิจการติดตามหนี้จะมีความยากลำกบากมากขึ้น เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการคุมสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหม่ที่กำหนดเพดานวงเงินตามรายได้ เช่น รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท กำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 1.5 เท่า ในขณะเดียวกันยังมีกฎหมายห้ามไม่ให้อายัดเงินเดือน 2 หมื่นบาทแรกนั้น รวมถึงกฎหมายการทวงถามหนี้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น


"ส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่มีการค้างชำระหนี้จะมีรายได้อยู่ในช่วงประมาณ 1.5-3 หมื่นบาท และกฎหมายห้ามอายัดหนี้ 2 หมื่นบาทแรก ซึ่งจะผลบังคับใช้วันที่ 4 ก.ย.นี้ เหลือระยะเวลา 2 เดือนคงไม่สามารถที่จะเร่งส่งฟ้องได้ทัน ทำให้คดีที่อยู่ระหว่างการติดตามหนี้นั้นคงติดตามได้ยากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นก็ยังคงต้องเร่งส่งฟ้องดำเนินคดีไปก่อนเพื่อไม่ให้หมดอายุความ" นายประชา กล่าว



นายประชา กล่าวว่า กฎหมายการห้ามอายัดเงินเดือน 2 หมื่นบาทแรก ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้มากขึ้น เพราะไม่ถูกอายัดเงิน จึงไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไร ซึ่งมีความเห็นว่าทางการควรที่จะช่วยเหลือกลุ่ม ลูกหนี้ที่ถูกอายัดเงินไปก่อนหน้านี้มากกว่า


นายประชา กล่าวถึง นโยบายจัดตั้งคลินิกแก้หนี้ ของ ธปท. และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) นั้นยอมรับว่าเป็นนโยบายที่ดีทำให้ลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย และกำลังประสบปัญหาที่ไม่สามารถที่จะผ่อนชำระหนี้ได้แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี สามารถเข้าไปเจรจรากับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับดอกเบี้ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่ำมากนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลให้กับปริมาณงานการติดตามหนี้ลดลงมากนัก


"เท่าที่ดูลูกหนี้ยื่นเข้าคลินิกแก้หนี้ประมาณ 1 หมื่นราย แต่ผ่านเงื่อนไขที่ ธปท.กำหนดเพียง 1,000 รายเท่านั้นเอง ในที่สุดก็อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี และสถาบันการเงินก็จะต้องตัดหนี้เอ็นพีแอลขายให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) หรือว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ต่อไป ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีสถาบันการเงินจะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ออกมาอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท" นายประชา กล่าว


สำหรับในช่วงแรกของปี 2560 นั้น การติดตามหนี้ยังอยู่ในภาวะปกติมีอัตราการเติบ 10% ลูกหนี้ยังสามารถการผ่อนชำระตามปกติ ซึ่งปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบที่อยู่ที่ประมาณ 3% ก็ถือว่าเป็นระดับที่ปกติ